ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติโรงกษาปณ์ ของประเทศไทย  (อ่าน 2388 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

MU7 Club Advertising

ออฟไลน์ chaiyu

  • - คณะกรรมการ/สมาชิกสามัญ
  • - มือโปรกว่า
  • *
  • กระทู้: 3,467
ประวัติโรงกษาปณ์ ของประเทศไทย
« เมื่อ: 15 ตุลาคม 2010, 17:12:36 »
1.    โรงกระสาปน์สิทธิการ โรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย (พุทธศักราช 2403 – 2418)
  
 

                 โรงกษาปณ์แห่งแรกของประเทศไทยสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จ

พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในยุคที่ประเทศไทยกำลังปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย

พร้อม ๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้า

 

                     ในปีพ.ศ. 2401 รัชกาลที่ 4  ทรงกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นและ

พระราชทานนามว่า"โรงกระสาปน์สิทธิการ" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณโรงทำเงินพดด้วง ด้านหน้า

พระคลังสมบัติบริเวณมุมถนนใกล้กับทางออกประตูสุวรรณบริบาลด้านทิศตะวันออก

ลักษณะเป็นอาคาร 2ชั้น ก่ออิฐเป็นปูน มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก

มีทางขึ้นชั้นสองอยู่ทางด้านหน้า

 

                     มีประกาศใช้เหรียญกษาปณ์ที่ผลิตได้เป็นครั้งแรกเป็นตราพระมหามงกุฎ

ในวงจักรมี  5 ชนิดราคา คือ บาท กึ่งบาท สลึง เฟือง และกึ่งเฟือง เมื่อวันที่

17 กันยายน 2403โดยให้ใช้ควบคู่ไปกับเงินพดด้วง แต่ไม่โปรดเกล้าฯให้มีการผลิตพดด้วง

เพิ่มขึ้นอีก ครั้นถึงปีพุทธศักราช 2405ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผลิตเหรียญดีบุก อัฐ และโสฬส

เพิ่มขึ้นและผลิตเหรียญทองแดงซีกและเสี้ยวเพื่อใช้แทนเบี้ยในปีพุทธศักราช 2409  
 
  


  
  
 2.     โรงกระสาปน์สิทธิการ  สมัยรัชกาลที่ 5 (พุทธศักราช 2418-2445)
  

                     ในช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจของไทยมีความเจริญรุ่งเรืองพร้อม ๆ กับการ

ขยายตัวด้านการค้ากับต่างประเทศ การผลิตเหรียญกษาปณ์เพื่อใช้หมุนเวียนใน

ระบบเศรษฐกิจ จึงมีปัญหาผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ ประกอบกับ

เครื่องจักรเดิมเริ่มเก่าและชำรุด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรง

พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สั่งซื้อเครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์เครื่องใหม่ชนิดขับ

เคลื่อนด้วยแรงดันไอน้ำที่มีกำลังผลิตสูงขึ้นพร้อมทั้งสร้างโรงกระสาปน์สิทธิการ

ขึ้นมาใหม่ให้กว้างขวางกว่าเดิม เพื่อรองรับความต้องการใช้เหรียญกษาปณ์ที่ม

ีปริมาณเพิ่มมากขึ้น โรงกษาปณ์กระสาปน์สิทธิการ ซึ่งเป็นโรงกษาปณ์

แห่งที่ 2 ของไทยสร้างขึ้นในบริเวณด้านทิศตะวันตกของประตูสุวรรณบริบาล

ตรงข้ามกับโรงกษาปณ์เดิมรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบตะวันตก อาคารรูปทรง

สี่เหลี่ยมผืนผ้าสูง 2 ชั้นก่ออิฐถือปูน(ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม)

 

                    พระราชพิธีสมโภชและเปิดโรงกษาปณ์ขึ้นเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2419

 และเปลี่ยนตราเงินใหม่เป็นตราพระบรมรูป-ตราแผ่นดิน ชนิดราคา บาทหนึ่ง สลึงหนึ่ง

 เฟื้องหนึ่ง ซึ่งเป็นเหรียญกษาปณ์ไทยรุ่นแรกที่มีพระบรมรูปพระมหากษัตริย์บนหน้า

เหรียญตามแบบสากลนิยม อันเป็นรูปแบบหนึ่งที่ถือปฏิบัติต่อมาจวบจนปัจจุบัน

 

 
 
  
3.      โรงกระสาปน์สิทธิการ  ริมคลองหลอด (พุทธศักราช 2445-2515)
  

                      ความเจริญก้าวหน้าด้านการค้าของประเทศ ส่งผลให้ความต้องการ

ใช้เหรียญกษาปณ์เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่เครื่องจักรแรงดันไอน้ำที่มีอยู่เริ่มชำรุด เนื่องจาก

ใช้ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ถึง ๒๕ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงกระสาปน์สิทธิการแห่งใหม่ขึ้น ในบริเวณ

อันเป็นที่ตั้งของวังเจ้านาย ๖ พระองค์ ซึ่งเรียกว่า"วังสะพานเสี้ยว" ริมคลองหลอด

ด้านถนนเจ้าฟ้า ทางทิศเหนือของ ท้องสนามหลวง ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน

สูง ๒ ชั้น มีรูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตก เมื่อย้ายโรงกษาปณ์ไปอยู่สถานที่

แห่งใหม่แล้วกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถานแห่งชาติ คือ

"หอศิลป์แห่งชาติถนนเจ้าฟ้า" ในปัจจุบัน

 

                     พิธีเปิดโรงกษาปณ์แห่งที่ ๓ อย่างเป็นทางการ มีขึ้นเมื่อ

วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๕และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น "กรมกระสาป์นสิทธิการ"

ติดตั้งเครื่องจักรผลิตเหรียญ กษาปณ์เครื่องใหม่ ซึ่งทำงานด้วยกำลังไฟฟ้า สามารถ

ผลิตเหรียญได้ประมาณ วันละ๘๐,๐๐๐ ถึง ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ โดยไม่ต้องทำการ

ล่วงเวลา ส่วนเงินพดด้วง โปรดเกล้าฯให้เลิกใช้ ภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๔๕๑                

 
 
                      เมื่อมีการประกาศใช้ "พระราชบัญญัติมาตราทองคำ รัตนโกสินทรศก ๑๒๗(พ.ศ. ๒๔๕๑) ได้ทรงพระกรุณา

โปรดเกล้าฯให้ผลิตเหรียญกษาปณ์ชนิดราคา ๑ บาทตราพระบรมรูป-ตราไอราพต จากโรงกษาปณ์ปารีส จำนวน

๑,๐๓๖,๖๙๑ เหรียญ แต่ไม่ทันได้ประกาศใช้ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน โดยตราไอราพตได้ใช้เป็นตราประจำแผ่นดินเรื่อยมาจน

สิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ทั่วโลก โลหะที่ใช้ในการผลิตเหรียญกษาปณ์มีราคาสูงขึ้น จึงต้องลดส่วนผสมของโลหะเงินลง และผลิตธนบัตร

ราคา ๑ บาทออกใช้แทนเหรียญกษาปณ์

 

                      พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินนโยบายต่างๆ หลายประการ เพื่อประคองสภาวการณ

์ทางเศรษฐกิจของประเทศให้สมดุลกับภาวะเศรษฐกิจโลกและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกเป็นไปอย่างกว้างขวางและรุนแรง จวบจนสิ้นรัชสมัยของพระองค์และต่อเนื่องไป

ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

                      ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยใน

ส่วนที่เกี่ยวกับการผลิตเงินตราทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยุบฐานะของกรมกระสาปน์สิทธิการ ลงเป็นโรงงานขึ้นกับ

กรมฝิ่นหลวง เหรียญที่ใช้ใน รัชกาลนี้เป็นชนิดนิกเกิล ๕ สตางค์ และชนิดทองแดง ๑ สตางค์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิต และต้องงดผลิตเหรียญกษาปณ์เป็นเวลานานถึง ๖ ปี โดยมีเหรียญเงิน ๕๐ สตางค์ และ

๒๕ สตางค์ ตราพระบรมรูปช้างยืนแท่น เป็นเหรียญประจำรัชกาล

 

                      ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดโรงงานกษาปณ์ขึ้นใหม่ เพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ออกใช้เอง

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ โดยตั้งขึ้นเป็น "แผนกกษาปณ์"และโอนไปสังกัดกรมพระคลังมหาสมบัติ ต่อมาได้รับการยกฐานะ

ขึ้นเป็น "กองกษาปณ์"สังกัดกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จขึ้นครองราชย์

เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี ช่วงเวลานั้นประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนเงินปลีก อันเนื่องมาจากสินค้า

มีราคาสูง ด้วยการนำเหรียญเงิน ๒ สลึง ในคลังมาหลอมและผลิตเหรียญเงิน ราคา ๒๐ สตางค์ ๑๐ สตางค์ และ ๕ สตางค์

ขึ้นใช้แทนการสั่งผลิตจากต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำโลหะเงินมาผลิตเป็นเงินปลีก และเมื่อโลหะเงินและ

ทองแดงมีราคาสูงขึ้น จึงได้นำดีบุกมาใช้ผลิตแทน เหรียญประจำรัชกาลนี้คือเหรียญดีบุกตราพระครุฑพ่าห์

 
 
  
 4.    โรงกษาปณ์ ประดิพัทธ (พุทธศักราช 2515-2544)
  



                     โรงกษาปณ์แห่งที่ ๔ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ ๑๑ ไร่เศษ มีบริเวณ

กว้างขวางพอที่จะสามารถติดตั้งเครื่องจักรอันทันสมัยได้อีกหลายเครื่อง โดยสร้าง

เสร็จและเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๑๕ สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์

ออกใช้ได้ประมาณวันละ ๒ ล้านเหรียญหรือ ๗๕๐ ล้านเหรียญต่อปี

 

                     ได้มีการปรับเปลี่ยนลวดลายด้านหลังของเหรียญหลายครั้ง ให้สื่อ

ความหมายชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น โดยที่ยังคงสัญลักษณ์ของชาติ ศาสนา

และพระมหากษัตริย์ไว้เช่นเดิมคือ ด้านหน้าของเหรียญทุกชนิดราคา เป็นพระบรม

รูปรัชกาลที่ ๙ เพื่อสื่อความ หมายถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ และมีข้อความว่า

"ประเทศไทย" เพื่อสื่อความ หมายถึง สถาบันชาติและมีรูปโบราณสถานสำคัญ

ทางศาสนา อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เพื่อสื่อความ หมายถึง สถาบันศาสนา

เหรียญรูปแบบใหม่นี้มีการผลิต ออกใช้หมุนเวียนเป็น ประจำทุกปี จนถึงปัจจุบัน

โดยเปลี่ยนเลขปีพุทธศักราชบนเหรียญตามปีที่ผลิต

 

                    การปรับเปลี่ยนรูปแบบเหรียญกษาปณ์ ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี

พุทธศักราช ๒๕๒๙ เมื่อรัฐบาลมีนโยบายผลิตเหรียญกษาปณ์ ชุดใหม่ทุกชนิดราคา

โดยทำการปรับปรุง ขนาด และรูปแบบรวมทั้งกำหนดให้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์

หมุนเวียนชนิดราคา ๑ สตางค์ ถึง ๑๐ บาทขึ้นเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมีการผลิตเหรียญ

กษาปณ์ หมุนเวียน ๘ ชนิดราคาด้วยกัน ได้แก่ เหรียญราคา ๑๐ บาท ๕ บาท ๑ บาท

๕๐ สตางค์ ๒๕ สตางค์ ๑๐ สตางค์ ๕ สตางค์ และ ๑ สตางค์
 
  
                      ในรัชกาลนี้มีการผลิต "เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก" เพื่อเป็นที่ระลึกและบันทึก เหตุการณ์สำคัญ เสมือนเป็นการ

บันทึกประวัติศาสตร์ลงบนหน้าเหรียญขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

และสมเด้จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จนิวัติพระนคร หลังจากเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา อังกฤษและ

ประเทศภาคพื้นยุโรปและได้ทรงนำชื่อเสียงและเกียรติยศมาสู่ประเทศไทย

                    

                       ส่วนเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกชนิดเหรียญขัดเงา ได้ผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพุทธศักราช ๒๕๒๕ ซึ่งนับเป็น

อีกหนึ่งความ ก้าวหน้าของโรงกษาปณ์ไทยนอกจากการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ แล้วยัง มีการผลิตเหรียญกษาปณ์จากโครงการ

ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับองค์กรต่างประเทศ เช่น การจัดทำเหรียญ กษาปณ์ที่ระลึกปีเด็กสากล ในปีพุทธศักราช

๒๕๒๕ และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกอนุรักษ์ ธรรมชาติและสัตว์ป่าในปีพุทธศักราช๒๕๔๐ เป็นต้น
 
  
 5.    โรงกระสาปน์สิทธิการ โรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย (พุทธศักราช 2403 – 2418)
  

                      การพัฒนาเทคโนโลยีและความเจริญทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

อย่างรวดเร็วทำให้มีการติดต่อค้าขายกันทั่วโลก และการหมุนเวียนของเงินตรา

มีความคล่องตัวยิ่งขึ้นส่งผลให้ความต้องการใช้เหรียญกษาปณ์ ในระบบเศรษฐกิจ

ของประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มกำลังการผลิตให้

เพียงพอกับความต้องการใช้เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดย

ปรับปรุงโรงกษาปณ์ เพื่อติดตั้งเครื่องจักรที่ทันสมัยเพิ่มขึ้น และมีเป้าหมายให้

สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ได้ ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อปีแต่เนื่องจาก

โรงกษาปณ์ที่ริมถนนประดิพัทธตั้งอยู่ในย่านชุมชน มีพื้นที่จำกัดไม่สามารถ

ขยายโรงงานได้ ประกอบกับมลภาวะที่เกิดจากกระบวนการผลิตก่อให้เกิดผล

กระทบแก่ชุมชนที่อาศัยอยู่โดย รอบโรงงาน

  

                    รัฐบาลมีนโยบายย้ายโรงกษาปณ์ ออกไปอยู่นอกเมือง ที่มีพื้นที่

กว้างขวางและห่างไกลชุมชน จึงมีมติเห็นชอบให้สร้างโรงกษาปณ์แห่งใหม่ขึ้น

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ซึ่งสถานที่ ก่อสร้างใหม่นี้อยู่ที่บริเวณ โรงงานทอกระสอบเดิม

ของกระทรวงการคลังถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ ๓๔-๓๕ ตำบล คลองหนึ่ง

อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี บนเนื้อที่ประมาณ ๑๒๖ ไร่

 

                    การย้ายโรงกษาปณ์ออกไปอยู่นอกเมือง ที่มีพื้นที่กว้างขวาง เพื่อ

ป้องกันและลดปัญหามลภาวะ เป็นพิษจากกระบวน การผลิต และรองรับกำลัง

การผลิตที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่

ทันสมัย และมีประสิทธิภาพสูงเพื่อให้สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ ได้เพียงพอ

กับความต้องการใช้ในปัจจุบัน และส่งเสริมการขยาย ตัวทางเศรษฐกิจของ

ประเทศต่อไปในอนาคต

 
ที่มา: http://www.royalthaimint.net
และภาพข้างล่างคือ ภาพโรงกษาปณ์ที่ผมไปถ่ายภาพมา  ณ วันที่ 15 ต.ค. 2553  เวลา 13:27:41 น.


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15 ตุลาคม 2010, 17:15:13 โดย chaiyu »
มิว เซเว่นคลับ เรานับคุณเป็นเพื่อน   ครับน้า ผู้เยี่ยมชม




จากผมน้าชัยยุ No. 434

พื้นที่โฆษณา


ออฟไลน์ noppasit

  • - คณะกรรมการ/สมาชิกสามัญ
  • - มืออาชีพ
  • *
  • กระทู้: 654
Re: ประวัติโรงกษาปณ์ ของประเทศไทย
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2010, 21:34:06 »
 -__-  มีความรู้ดีๆมาให้อ่านอีกแล้วครับ  -__-

   @_@ น้าชัยตกลงเราจะจองสนามไหนกันดีละครับ @_@

ออฟไลน์ ป้ายแดง

  • - คณะกรรมการ/สมาชิกสามัญ
  • - มือโปร
  • *
  • กระทู้: 1,879
Re: ประวัติโรงกษาปณ์ ของประเทศไทย
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 16 ตุลาคม 2010, 00:01:19 »
โรงกษาปณ์ในรูปที่น้าชัยไปถ่ายมา อยู่ฝั่งตรงข้ามตลาดประทานพรปะค่ะ   o_o'

ออฟไลน์ chaiyu

  • - คณะกรรมการ/สมาชิกสามัญ
  • - มือโปรกว่า
  • *
  • กระทู้: 3,467
Re: ประวัติโรงกษาปณ์ ของประเทศไทย
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 16 ตุลาคม 2010, 05:46:46 »
-__-  มีความรู้ดีๆมาให้อ่านอีกแล้วครับ  -__-

   @_@ น้าชัยตกลงเราจะจองสนามไหนกันดีละครับ @_@
ว่าจะไม่เล่นครับน้านพ เพื่อน ๆ ไปกันเยอะ คอยเก็บภาพดีกว่า กลับมาค่อยว่ากันครับ

โรงกษาปณ์ในรูปที่น้าชัยไปถ่ายมา อยู่ฝั่งตรงข้ามตลาดประทานพรปะค่ะ   o_o'
ถูกต้องครับน้า เก่ง
ซ้ายมือ โรงกษาปณ์ ขวามือตลาดประธานพร ตรงไป รังสิต ที่เห็นไกล ๆ ก็จุดเริ่มขึ้นทางด่วน และฝั่งตรงข้ามก็สิ้นสุดทางด่วน บนถนนพหลโยธินครับ


มิว เซเว่นคลับ เรานับคุณเป็นเพื่อน   ครับน้า ผู้เยี่ยมชม




จากผมน้าชัยยุ No. 434